Google
 

Melody

หาทำนองเพลง วิธีที่ 3

posted on 03 Feb 2008 16:38 by mysky  in Melody

 

.

.

.

สอนแต่งทำนอง ภาค 3 อ่านภาค 2 ได้ที่นี่

"หอนทำนอง"

วิธีทำ ง่ายมาก คือ
1. หายใจเข้าลึก ๆ ให้เต็มปอด แล้วหายใจออกมา
(กันอากาศจุกอกตาย)
2. ทำสมาธิสักครู่
3. หอนออกมาเลย

เห็นไหมว่าง่ายมาก ๆ (ไม่เห็น!?)
โอเค ๆ เข้าใจ จริง ๆ แล้วมันยากตรงที่ "แล้วจะหอนอะไรดีล่ะ"

ก่อนจะหอนทำนองได้
คุณต้องมีความคิดสร้างสรรค์ซะก่อน
ถ้าคุณแน่ใจว่าเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ดีอยู่แล้ว
ก็ลองหอนดูได้เลย
ว้าว ๆ วู้ว ๆ ชูบีดูวับปั๊บ ตะลุ๊งตุ๊งแฉ่ อะไรก็ว่าไป

แต่ถ้าคุณไม่มีความคิดสร้างสรรค์
หรือไม่แน่ใจว่าตัวเองมีความคิดสร้างสรรค์หรือเปล่า
ลองอ่านนี่ก่อนนะคะ
(น่าเบื่อค่ะ ถ้าไม่มีเวลา ก็อย่าอ่านเลย
ข้ามไปอ่าน 3 ย่อหน้าสุดท้ายเลยก็ได้
มันเป็นการสาธยายเยิ่นเย้อยืดยาว แต่จะให้แนวคิดบางอย่าง)

สมัยเราเรียนอยู่ ม.1 (ตอนนั้น 12 ขวบ นานมากแล้วแต่ก็ยังจำได้
เอ่อ จริง ๆ กะจะพับลิชเอนทรี่นี้ในวันที่ 5 ซึ่งเป็นวันที่เราอายุ
23 พอดี แต่ไม่เอาดีกว่า ขี้เกียจรอ เอาว่าโพสต์วันนี้เลยแล้วกัน
ยังไงวันที่ 5 ถ้าคุณแวะเข้ามา ก็ช่วยอวยพรวันเกิดให้หน่อย
แล้วกันนะคะ อยากได้คำอวยพรจากคนอ่านบล็อกบ้างน่ะค่ะ
หรือจะอวยวันนี้เลยก็ได้ เอิ๊ก ๆ
)
ตอนนั้นมีพี่ผู้หญิงคนนึง เขาเรียนป.โทอยู่ที่ไหน ก็จำไม่ได้ แต่เขามีทำวิจัยที่
โรงเรียนที่เราเรียน (ราชวินิตบางแก้ว) พี่เขามาวิจัยเรื่องความคิดสร้างสรรค์
โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ เด็ก ม.1 โดยที่พี่เขาจัดให้มีการทดสอบ เพื่อจับเข้า
กลุ่มทดลอง ตอนนั้นเราคิดอย่างเดียวว่า ไม่อยากเป็นกลุ่มทดลอง
เราไม่อยากทำกิจกรรมแปลก ๆ เราเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว
เราเป็นพวกปรับตัวยากเรื่องมาก (ความรู้สึกในตอนนั้น ที่ก็ยังลามมาถึงตอนนี้)
แต่หลังจากทดสอบแล้ว เอ่อ... เราถูกจับเข้ากลุ่มทดลอง
(ซึ่งกลุ่มทดลอง หรือกลุ่มตัวอย่างครั้งนี้มี 20 กว่าคนนะ ถ้าจะไม่ผิด)
เนื่องจากที่เราไม่มีความคิดสร้างสรรค์มากพอ
เรื่องนี้ทำเราเศร้าไปนิดนึง เศร้าว่าทำไมเราถึงคิดไม่สร้างสรรค์ล่ะ โอ๊ย...
ว่าแต่ความคิดสร้างสรรค์คืออะไรเนี่ย แล้วคิดยังไงมันถึงจะสร้างสรรค์

หลังจากที่ได้ร่วมกิจกรรมการทดลองของพี่ท่านนี้ เราก็ได้ค้นพบว่า จริง ๆ แล้ว
เราคิดสร้างสรรค์นะ แต่ที่เราต้องมาเป็นกลุ่มเด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์
ก็เพราะว่าเราไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคำว่าความคิดสร้างสรรค์มันหมายถึงอะไรต่างหาก

ความหมายของ "ความคิดสร้างสรรค์"
(ขอนิยามแบบง่าย ๆ ตามสไตล์ของเราเลยนะ)
ความคิดสร้างสรรค์ก็คือ การคิดออกมาให้ไม่ซ้ำกับที่คนอื่นเคยคิด
หรือ ถ้ามันซ้ำก็เป็นการซ้ำเพราะว่าเราปิ๊งความคิดนั้นขึ้นมาได้เอง โดยต้องไม่ใช่
การจงใจหรือเจตนาคิดตาม/ลอกเลียนแบบในสิ่งที่มีคนอื่นคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
หรือ คิดในสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้
หรือ คิดในสิ่งที่ไม่น่าจะมีจริงได้เลย เพราะว่ามันโอเวอร์มาก ๆ
หรือ คิดถึงสิ่งที่ไม่สามารถจะพบเห็นได้ในเวลา สถานที่ สถานการณ์ปกติทั่ว ๆ ไป
(ถ้าลอกมา ถึงคนอื่นไม่รู้ และพิสูจน์ได้ยาก
แต่คุณก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจตนเอง ว่าคุณลอกมา ก็เท่านั้นแหละ)

ยกตัวอย่างจากตอนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างงานวิจัยของพี่คนนั้นนะ
มีข้อนึงในแบบทดสอบ มีรูปวงรี 1 รูป โจทย์ให้เราวาดอะไรก็ได้
ที่เป็นการคิดสร้างสรรค์
ครั้งแรก
เราปล่อยให้วงรีเป็นไข่ แล้ววาดตระกร้า (เป็นตะกร้าใส่ไข่ 1 ฟอง
ซึ่งมันธรรมดามาก "ของกินอยู่ทุกวันสร้างสรรค์ตรงไหน"
เลยโดนจับมาเป็นกลุ่มทดลองเลยไง
แต่พอครั้งโพสต์เทสต์
เราวาดมันเป็นสัตย์ประหลาดวงรี บ้าบอคอแตกมาก ๆ
(สร้างสรรค์สุด ๆ อย่างน้อย ในกลุ่มเพื่อน ๆ ที่เทสต์ด้วยกัน
ก็ไม่มีใครวาดรูปนี้)

จากการได้เป็นกลุ่มทดลองในครั้งนั้น นอกจากจะทำให้เรานิยามคำว่า
"ความคิดสร้างสรรค์" ได้แล้ว ยังทำให้เราคิดสร้างสรรค์ (ออกแนวบ้า)
มากกว่าเดิมหลายล้านเท่าจนกลายเป็นเราในปัจจุบัน กร๊าก...

จากเดิม (หมายถึงสมัยอนุบาล - ประถม) เราก็บ้ามากอยู่แล้ว
จะยกตัวอย่างความบ้า เอ้ย ไม่ใช่สิ ความคิดสร้างสรรค์ต่างหาก
ว่าเราคิดสร้างสรรค์ขนาดไหน

คุณลองดูแล้วกัน ว่าเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า

1. เราชอบตั้งชื่อให้กับทุก ๆ อย่าง ที่อยู่รายล้อมตัวเรา
(ส่วนใหญ่จะเป็นชื่อแปลก ๆ ด้วยสิ)
- เช่น ตุ๊กตา (ธรรมดาไป) ยังลามไปถึง หมอน ผ้าห่ม ถุงใส่ทิชชู ตู้ โต๊ะ เก้าอี้
สมุด ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด กรวดหินดินทราย ต้นไม้ โอ่ง ไห งอบ กระด้ง
กระจาด กระบุง ฯลฯ และเราก็จับมันเป็นญาติสนิทมิตรสหายกันไปทั่วหัวระแหง
ตอนนี้จำชื่อพวกมันไม่ค่อยได้แล้ว (เยอะจัด) แต่มีของที่มีตั้งแต่อนุบาล ที่ยังอยู่
กับเรามาจนถึงวันนี้คือ "น้องคิ๊ก" (หัวเราะคิ๊ก ๆ) มันคือหมอนเน่าของเราเอง และ
ก็หมอนหนุนใบเก่า ชื่อ "วู้ว" ให้เป็นแม่ของคิ๊ก หมอนข้างชื่อ "โว้ย" ให้เป็นป้า
ของคิ๊ก+พี่สาวของวู้ว และผ้าห่มสมัยเรียนของคุณป๋า (ตอนนี้ไปไหนแล้วไม่รู้
มันเก่าแล้ว ห่มถึงตอน ม.ปลาย) ชื่อ "ว้าว" ให้เป็นน้าของคิ๊ก+น้องสาวของวู้ว
ส่วนหมอนหนุนของป้าเอซัง เราให้มันชื่อว่า "อีแรดซัง" (!?) ส่วนลูกของอีแรดซัง
ชื่อ "น้องขิด" พอดีกว่า บ้าไปแล้ว นึกออกป่ะ ก่อนนอนเราจะกล่าวกู๊ดบายทุกอย่าง
ในที่นอน (เป็นอย่างนี้ถึงช่วงประถม เพราะพออยู่มัธยมมันเรียนเหนื่อย หมดแรง
กล่าวลา และรู้สึกว่าที่ผ่านมาทำไมเราบ้าขนาดนั้นวะ)

2. เราชอบเปิดคอนเสิร์ต (แบบไจแอ้นท์เพื่อนโนบิตะ คงเลียนแบบพฤติกรรม
ของไจแอ้นท์มา เพียงแต่เราไม่ได้ร้องเพลงของไจแอ้นท์นะ เราร้องเพลงของเรา)
แต่ไม่ได้ไปร้องให้คนอื่นฟังนะ เราร้องให้ตุ๊กตากับป้าเอซังฟังแค่นั้นแหละ 
- เราจะร้องออกไปมั่ว ๆ จนไม่รู้ว่ามันคือเพลงอะไร
ปัจจุบัน เราจะมีเพลงประจำตัวให้กับอะไรที่อยู่ใกล้ ๆ เรา
ขอยกตัวอย่างแค่ 1 เพลงนะ (อับอาย) เป็นเพลงที่แต่งให้น้องโกโดะที่รัก
(แมวของเราเอง เรามีแมวชื่อโกโดะ 2 ตัวแล้ว เพราะว่ามันเหมือนกันมาก ๆ
แต่เพลงนี้แต่งให้น้องโกโดะตัวปัจจุบัน) เพลงจะร้องวนไปวนมาว่า
"โกโรโดะ โอ๊ะโอ แก้มโต ยิ้มแฉ่ง โกโรโดะ แก้มแดง ยิ้มแฉ่ง ก้นโต โอ๊ะโอ"
(??? - คนอ่านงง ก้นเกิ้นอะไรกันยะเธอ)
แหม ก็เพลงมันพาไปนะคะ เพลงแบบนี้เรามักร้องตอนอารมณ์ดี ๆ
ตอนรดน้ำต้นไม้ กินขนม เกาคอให้แมว (บอกนิดว่าเราไม่ใช่คนรักแมวอะไร
มากมายนะคะ แมวที่เรามี มันมาอยู่ของมันเอง เราแค่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนเล่น
ของมันเท่านั้นแหละค่ะ ไม่อุ้ม ไม่กอด ไม่จูบ เพราะกลัวเป็นหอบค่ะ
ทำมากสุดก็คือ เกาคอให้มันตอนมันนอน เพราะรู้ว่าแมวชอบ)
เออ นอกเรื่องไปเยอะ นอกจากที่เราจะแต่งเป็นเพลงร้องแบบนี้แล้ว
เรายังชอบแต่งเป็นจังหวะหรือทำนอง โดยจะใช้เสียงว่า ตุบ ๆ ตุ๊บ ๆ
ซึ่งแบบนี้มีเป็นสิบ ๆ ทำนอง คนที่บ้านจะรู้ดี ป๋าเรายังชอบร้องตามเลย
เอซังก็ชอบขำเวลาเราร้อง ส่วนแม่เฉย ๆ อ่ะ (คงงงว่าลูกสาวเป็นอะไร
ส่งเสียงประหลาด ๆ อยู่ได้ แซวแม่นะคะ) แต่คนอื่น ๆ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้
เพราะว่า เราไม่เคยเล่าอ่ะค่ะ อาย จุ๊บ เบลว์ แชมมี่ เพื่อนซี้ ๆ
ไม่มีใครเคยได้ยิน เราไม่เคยร้อง และคิดว่าคนนอกบ้าน ไม่น่าจะมีใคร
เคยได้ยินเพลงบ๊อง ๆ ของเราด้วยซ้ำ เพราะว่าไม่เคยเล่า อาจยกเว้น
คนที่เดินผ่านหน้าบ้าน เพราะเราชอบร้องเวลาออกไปนั่งมองฟ้าหน้าบ้าน
ที่สำคัญ ไม่ใช่มีแค่ของ สัตว์ เท่านั้นที่เราหาเพลงให้
คนที่เรารัก คนที่เราชอบ คนที่เราแอบปลื้ม คนที่เราคิดถึง หรือ
แม้แต่คนที่เราเกลียดขี้หน้า เราก็จะสร้างเพลงสั้น ๆ ให้เขา
เหอะ ๆ บางทีชื่อคุณอาจจะเป็น 1 ในเพลงของเราก็ได้นะ 555
เออ แต่เพลงพวกนี้เราไม่จดนะคะ ลืมก็ได้ ไม่ซีเรียส
เราแต่งใหม่เรื่อย ๆ แล้วแต่อารมณ์

ถ้าคุณสังเกต คุณจะพบว่า
เราเป็นคนที่ชอบออกเสียงอยู่ตลอดเวลา
มันก็เลยทำให้เรากล้าที่จะหอน
ล้าลา ชูบีดูวับปั๊บ ตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ ตะลุ้งตุ้งแฉ่
ออกมาได้อย่างไม่อายใคร (นอกจากอายคุณ ๆ)
เราจึงสามารถสร้างทำนองได้มากมาย โดยไม่มีที่สิ้นสุด
เพียงแต่เราจะอัดไว้หรือเปล่า ก็เท่านั้นเอง!

ที่ผ่านมาเราหอนทำนอง แล้วสร้างเป็นเพลงที่สมบูรณ์
เพียงแค่เพลงเดียว
เพราะ
การแต่งทำนองก่อนแต่เนื้อร้อง มันไม่สนุก (ในความรู้สึกของเรา)
มันทำให้เราจินตนาการไปได้ไม่เต็มที่ และเบื่อตอนเขียนเนื้อ
จะต้องบ่นว่าทำไมถึงไม่เขียนเนื้อตอนนั้นเลยวะ (ตอนแต่งทำนอง) 
ต้องมาเสียเวลาแต่งเนื้อทีหลังอีก เราก็เลยแต่งแค่เพลงเดียว
ไปคุ้นหาเองแล้วกันว่าเพลงอะไร (ใบ้ว่าเพลง 40)
เคยโพสต์เนื้อเพลงแล้ว แต่ไม่ได้ร้อง เพราะเราไม่ว่าง
เรียนเครียด ขี้เกียจเล่นดนตรี ขี้เกียจอัด ขี้เกียจไปหมด

แต่เราจะให้เทคนิคไว้นะคะ ในกรณีที่คุณไม่ใช่คน (บ้า ๆ) แบบเรา
คุณก็ยังสามารถฝึกหอนทำนองง่าย ๆ ได้ด้วยตนเอง
โดยทำตามนี้

1. เปิดเพลงที่คุณชอบ เพลงอะไรก็ได้ไม่จำกัดค่ายไม่จำกัดศิลปิน
(ร้องในห้องตัวเองแล้วกัน ระวัง เสียงไปรบกวนชาวบ้านด้วย)
2. พอถึงท่อนที่ไม่มีเสียงคนร้อง ไม่มีโซโลดนตรี
คุณก็ลองเปล่งเสียงร้อง หรือ ที่เราชอบบอกว่า หอน น่ะ
หอนออกไปเลย หอนไปประหนึ่งว่าคุณคือคนช่วยร้อง,
คนร่วม Featuring, เป็นนักร้องรับเชิญของเพลงเพลงนั้น
(ล้า.... ลา โว้ว....)
3. เมโลดี้ที่คุณหอนออกมา อย่าให้มันไปเหมือนเมโลดี้ที่
มีอยู่ในเพลง ถ้าร้องเหมือน คุณก็ร้องเพลงเฉย ๆ ดีกว่า
อย่าคิดแต่งทำนองเลย (ก็นี่จะฝึกให้แต่งทำนองเป็น
แล้วคุณจะไปร้องตามทำนองตามดนตรีของเขาทำไมกันล่ะคะ)
4. ฝึก ๆ ร้อง ๆ เล่น ๆ เข้าไป แต่ละครั้ง
ไม่ต้องร้องให้เหมือนเดิมก็ได้ คุณอย่าไปติดกับเมโลดี้ใด
เมโลดี้หนึ่งนักเลย ร้องไปเพลิน ๆ ก็ได้ อย่าไปคิดมาก
5. ถ้าคุณกล้าหอนทำนอง และอัดไว้ คุณจะได้ทำนองประหลาด
มากมายก่ายกอง
แต่ที่ว่าประหลาด ๆ นั้น แม้มันจะไม่เหมือนใครก็จริง แต่บางที
ก็ใส่เนื้อร้องไม่ได้ เพราะติดที่คำภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์
บางทีมันร้องไม่ได้ในบางโน้ต หรือบางทีคุณฟังทำนองแล้ว
เกิดรู้สึกอายในความแปลกของมัน ก็เลยไม่กล้าเผยแพร่
เราก็เป็นค่ะ บางทำนองมันล้ำไป อายแม้กระทั่งจะร้องเอง

ยังไงลองดูแล้วกันค่ะ มันไม่ใช่หลักการ และไม่ใช่ทฤษฎี
แต่เป็นวิธีที่เราใช้สร้างเพลงของเรา

edit @ 3 Feb 2008 19:24:26 by ท้องฟ้าของฉัน